เลือกทุเรียนยังไง ถึงจัดว่าดี

ก่อนที่จะไปตะลุยสวนทุเรียนควรจะรู้หลักการเลือกทุเรียนให้ถูกวิธี เพื่อให้ได้ทุเรียนดีๆ ไปครอบครอง ไม่ต้องถึงมือแม่ค้าหรือผู้เชียวชาญด้านทุเรียนเป็นคนเลือกให้ เราทุกคนก็สามารถเลือกทุเรียนดีๆ เองได้ด้วยขั้นตอนดังนี้

เคล็ดลับ การเลือกทุเรียน ขั้นตอนง่ายๆ

รูปภาพจาก durianchumphon.wordpress.com

รูปภาพจาก durianchumphon.wordpress.com

  1. ดูปากปลิง (ที่ก้านผล) ทุเรียนแก่จัดปากปลิงจะพองโตเห็นรอยชัดเจน
  2. ดูหนาม ผลทุเรียนแก่ปลายหนามจะออกสีน้ำตาลเข้ม
  3. บีบปลายหนาม 2 หนามเข้าหากัน ทุเรียนแก่เมื่อบีบปลายหนามเข้าหากัน จะมีลักษณะยืดหยุ่นเหมือนมีสปริง
  4. ดูขั้วผล ขั้วทุเรียนแก่จะเป็นสปริง ส่วนขั้วผลทุเรียนอ่อนจะไม่เป็นสปริง
  5. ดูสีผล ด้านบนทุเรียนแก่สีจะมันและแห้ง
  6. ดูร่องพู ทุเรียนแก่ร่องพูเป็นสีน้ำตาลปนเหลือง ไม่มีริ้วรอยจากแมลงและโรค
  7. ชิมปลิง โดยตัดขั้วผลหรือปลิง ทุเรียนแก่จะเห็นน้ำใสที่ขั้วผล ไม่ข้นเหนียวเหมือนทุเรียนอ่อน เมื่อชิมดูจะมีรสหวาน รอยตัดขั้วผลจะเป็นวงแหวนสีเหลืองระหว่างแกนกับเปลือก
  8. ดมกลิ่น ทุเรียนสุกจะมีกลิ่นหอม ส่วนทุเรียนแก่จะมีกลิ่นสาบของความหอม ไม่เหม็นเขียว
  9. เคาะที่โกรกหนาม ทุเรียนแก่มีเสียงโพรกดังหลวม ๆ ไม่ทึบ
  10. ควรซื้อทุเรียนที่ตัดมาจากสวนใหม่ ๆ หากเป็นไปได้ แวะไปที่สวนผลไม้ที่เปิดให้เข้าชม จะได้ทุเรียนที่ตัดมาสด ๆ นำไปเป่าพัดลมไล่น้ำ 3-5 ชั่วโมง เนื้อทุเรียนจะไม่อมน้ำ ทำให้ทานอร่อยยิ่งขึ้น
  11. ซื้อทุเรียนที่ตัดตอนแก่ พันธุ์ชะนีให้ทิ้งข้ามคืน 3 คืน ส่วนหมอนทองให้ทิ้งข้ามคืน 5 คืน จะได้รสชาติอร่อยยิ่งขึ้น
  12. การใช้มีดผ่าทุเรียน ควรใช้มีดขนาดกระชับมือ มีความคมเป็นพิเศษผ่าตามร่องพู แล้วค่อย ๆ บิดเปลือกออกจะทำให้แกะงายขึ้น
  13. ทุเรียนที่สุกมาก ใช้มีดเจาะก้นผลแล้วบิดเปลือกออกจะทำให้แกะง่ายขึ้น
  14. ถ้าทานทุเรียนไม่หมดให้นำไปแช่ช่องฟรีซ จะได้ไอศครีมทุเรียนที่อร่อยไม่แพ้ทานทุเรียนสด

เคล็ดลับเพิ่มเติม

1. รถขายส่วนใหญ่ มักจะจุ่มน้ำยาเร่งสุก เพื่อให้ทุเรียนสุกเสมอกัน ดังนั้นถ้าซื้อจากรถขายเนี่ยส่วนมากก็จะถูกบังคับสุก ซึ่งความหวานอร่อยจะสู้กินทุเรียนแก่จริงๆ ไม่ได้ (เวลาตัดขาย ตัดที่ 80-90% แล้วแต่)

2. ทุเรียนสุกแล้ว ไม่ใช่ทุกพันธุ์จะแกะทางตูดเสมอ แต่ถ้าต้องกาารแกะง่าย จำไว้ว่า ชะนีแกะตููด หมอนทองแกะหัว

3. การกรีดพู แบบที่เราเห็นๆ เขาทำกัน จำเป็นต้องใช้มีดคมๆ หน่อย เพราะไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

4. ถ้าซื้อทุเรียนแก่มาจากสวน วางทิ้งไว้ไม่ต้องนับวันก็ได้ ให้ดูปลิง ถ้าเริ่มอ้านิดๆ ก็สุกแล้ว กินได้ เนื้อแข็งหน่อย ถ้าชอบเละๆ ทิ้งไว้ให้ปลิงอ้ากว้างเลย (นับวันมันจะผันแปรตามทุเรียนอ่อน-แก่ได้ แต่ถ้าดูปลิงอ้าเนี่ย ค่อนข้างชัวร์กว่า)

พันธ์ุส่งเสริมมีอยู่ 4 พันธุ์ อย่าง กระดุม หมอนทอง ก้านยาว และชะนี จะมีลักษณะแตกต่างกันไป มีจุดสังเกตุดังนี้

  1. พันธุ์กระดุม ผลมีขนาดเล็ก ค่อนข้างกลม หัวและท้ายผลค่อนข้างป้าน ก้นผลบุ๋มเล็กน้อย น้ำหนักเฉลี่ย 1 กก. หนามเล็ก สั้นและถี่ ขั้วค่อนข้างเล็กและสั้น พูเต็มสมบูรณ์ ร่องพูค่อนข้างเล็ก เนื้อค่อนข้างบ่าง แต่ละเอียด นุ่ม สีเหลืองอ่อน เมล็ดมีขนาดใหญ่ รสชาติหวานไม่ค่อยมัน เละง่ายเมื่อสุกจัด
  2. พันธุ์หมอนทอง ผลมีขนาดใหญ่ ค่อนข้างยาว มีบ่าผล ปลายผลแหลม น้ำหนักเฉลี่ย 3-4 กก. พูไม่ค่อยเต็มทุกพู หนามแหลมสูง ฐานหนามเป็นเหลี่ยม ระหว่างหนามใหญ่จะมีหนามเล็กแซมอยู่ทั่วไป เรียกว่า เขี้ยวงู ก้านใหญ่แข็งแรง ช่วงกลางก้านผลจนถึงปาปลิงจะอ้วนใหญ่เป็นทรงกระบอก เนื้อหนาสีเหลืองอ่อนละเอียด เนื้อแห้งไม่แฉะ รสชาติหวานมัน เมล็ดน้อยและลีบเป็นส่วนใหญ่
  3. พันธุ์ก้านยาว ผลมีขนาดปานกลาง ทรงผลกลมเห็นพูไม่ชัดเจน พูเต็มทุกพู น้ำหนักเฉลี่ย 3 กก. หนามเล็กถี่สั้นสม่ำเสมอ ก้านใหญ่และยาว เนื้อละเอียดสีเหลืองหนาปานกลาง รสชาติหวานมัน เมล็ดมากค่อนข้างใหญ่
  4. พันธุ์ชะนี ผลมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ รูปทรงหวด คือ กลางผลป่อง หัวเรียว ก้นตัด น้ำหนักเฉลี่ย 2.5-3 กก. ร่องพูลึก มองเห็นชัด ขั้วผลใหญ่และสั้น เนื้อละเอียดมีสีเหลืองจัด รสชาติหวานมัน เมล็ดค่อนข้างเล็กและมีจำนวนเมล็ดน้อย

ข้อมูลจาก chanforchan.com

สรรพคุณของทุเรียน

  1. ช่วยทำให้ฝีแห้ง (เนื้อทุเรียน)
  2. ช่วยแก้โรคผิวหนัง (เนื้อทุเรียน)
  3. สารสกัดจากใบและรากทุเรียนใช้เป็นยาแก้ไข้ได้ ด้วยการใช้น้ำจากใบวางบนศีรษะของผู้ป่วยจะช่วยลดไข้ได้ (ราก, ใบ)
  4. ทุเรียนมีสรรพคุณช่วยแก้อาการท้องร่วง (ราก)
  5. ช่วยขับพยาธิ (ใบ, เนื้อทุเรียน)
  6. ทุเรียนมีสรรพคุณทางยาช่วยแก้ดีซ่าน (ใบ)
  7. ช่วยทำให้หนองแห้ง (ใบ)
  8. ช่วยแก้ตานซาง (เปลือก)
  9. ช่วยรักษาโรคคางทูม (เปลือก)
  10. ช่วยแก้น้ำเหลืองเสีย (เปลือก)
  11. ช่วยแก้ฝี (เปลือก)
  12. ช่วยรักษาแผลพุพอง (เปลือก)
  13. ใช้สมานแผล (เปลือก)
  14. เปลือกทุเรียนใช้ไล่ยุงและแมลง (เปลือก)

ประโยชน์ของทุเรียน

  1. ทุเรียนพันธุ์หมอนทองสามารถช่วยลดระดับไขมันหรือคอเลสเตอรอลได้ เพราะทุเรียนสายพันธุ์นี้มีสารโพลีฟีนอล (Pholyphenols) และมีเส้นใยที่ช่วยลดไขมันได้ แต่ว่าต้องรับประทานแค่ 1 พูต่อวัน (นพ.กฤษดา ศิรามพุช)
  2. เนื่องจากทุเรียนมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ (โดยเฉพาะพันธุ์หมอนทอง) การบริโภคทุเรียนในปริมาณที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันการเกิดโรคในมนุษย์ได้ เช่น โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง เป็นต้น
  3. แม้ทุเรียนจะมีไขมันมากก็ตาม แต่ก็เป็นไขมันชนิดดีที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย
  4. เส้นใยของทุเรียนมีส่วนช่วยในการขับถ่ายให้สะดวกยิ่งขึ้น
  5. ผลสามารถนำมาแปรรูปหรือทำเป็นขนมหวานได้หลายชนิด เช่น ลูกกวาดโบราณ, ขนมไหว้พระจันทร์, ขนมปังสอดไส้, ไอศกรีม, มิลก์เชก, เค้ก, คาปูชิโน, ข้าวเหนียวทุเรียน, เต็มโพยะก์, ทุเรียนดอง, ทุเรียนแช่อิ่ม, ทุเรียนกวน, ทุเรียนกรอบ, แยมทุเรียน ฯลฯ
  6. ทุเรียน ประโยชน์ของเมล็ดทุเรียนสามารถรับประทานได้ โดยนำมาทำให้สุกด้วยวิธีการคั่ว การทอดในน้ำมันมะพร้าว หรือการนึ่ง โดยเนื้อในจะมีลักษณะคล้ายกับเผือกหรือมันเทศแต่เหนียวกว่า
  7. ใบอ่อนหรือหน่อของทุเรียนสามารถนำมาใช้ทำอาหารบางอย่างคล้ายกับผักใบเขียวได้เช่นกัน
  8. เปลือกทุเรียนสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในการรมควันปลา
  9. เปลือกสามารถนำมาผลิตทำเป็นกระดาษได้ ซึ่งจะมีเส้นใยเหนียวนุ่มและเหนียวกว่าเนื้อกระดาษสา
  10. ในประเทศอินโดนีเซียมีการนำดอกทุเรียนมารับประทาน
  11. สำหรับความเชื่อในบ้านเรานั้น การปลูกต้นทุเรียนไว้ในบริเวณบ้าน (ปลูกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ) เชื่อว่าผู้อยู่อาศัยจะเป็นผู้มีความรู้ แก่วิชาการเรียน หรือเป็นผู้รู้มาก เพราะคำว่าทุเรียนมีเสียงพ้องกับเกี่ยวกับการเรียนนั่นเอง

คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อทุเรียนต่อ 100 กรัม

  • สรรพคุณของทุเรียนพลังงาน 174 กิโลแคลอรี
  • คาร์โบไฮเดรต 27.09 กรัม
  • เส้นใย 3.8 กรัม
  • ไขมัน 5.33 กรัม
  • โปรตีน 1.47 กรัม
  • วิตามินเอ 44 หน่วยสากล
  • วิตามินบี 1 0.374 มิลลิกรัม 33%
  • วิตามินบี 2 0.2 มิลลิกรัม 17%
  • วิตามินบี 3 1.74 มิลลิกรัม 7%
  • วิตามินบี 5 0.23 มิลลิกรัม 5%
  • วิตามินบี 6 0.316 มิลลิกรัม 24%
  • วิตามินบี 9 36 ไมโครกรัม 9%
  • ประโยชน์ทุเรียน วิตามินซี 19.7 มิลลิกรัม 24%
  • ธาตุแคลเซียม 6 มิลลิกรัม 1%
  • ธาตุเหล็ก 0.43 มิลลิกรัม 3%
  • ธาตุแมกนีเซียม 30 มิลลิกรัม 8%
  • ธาตุแมงกานีส 0.325 มิลลิกรัม 15%
  • ธาตุฟอสฟอรัส 39 มิลลิกรัม 6%
  • ธาตุโพแทสเซียม 436 มิลลิกรัม 9%
  • ธาตุโซเดียม 2 มิลลิกรัม 0%
  • ธาตุสังกะสี 0.28 มิลลิกรัม 3%

% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

โทษของทุเรียน : เนื่องจากทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงและยังอุดมไปด้วยไปด้วยไขมันและกำมะถัน ผลไม้ชนิดนี้จึงไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน เพราะหากรับประทานเข้าไปอาจจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว ทำให้เกิดร้อนในอีกด้วย และสำหรับบุคคลทั่วไปควรจะบริโภคแต่น้อย และยังมีความเชื่อโบราณที่ห้ามให้หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีดันโลหิตสูงรับประทานทุเรียน และไม่ควรรับประทานทุเรียนร่วมกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และกาแฟ เพราะเป็นของร้อนทั้งคู่ เดี๋ยวจะหลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มีได้ !

You may also like...